top of page

IPv6 (Internet Protocol version 6)

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งาน IP นั้นได้มีหลากหลายและจำนวนเพิ่มขึ้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะ อุปกรณ์เครือข่าย, Computer, Server เท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่ยังสามารถใช้งาน IP ได้ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์, อุปกรณ์ IoT (Internet of Things) หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการใช้งาน คือ ใน 1 คน ก็มีอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น PC, โทรศัพท์มือถือ, Tablet ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะต้องใช้ IP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ IP ก็ถูกใช้มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้ IP ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

            โดยส่วนใหญ่แล้วการใช้หมายเลข IP ปัจจุบันยังคงเป็นรูปแบบของ IPv4 อยู่ และจากตัวอย่างข้างต้นที่จำนวนหมายเลข IP ไม่เพียงพอนั้น ก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ IP อีกรูปแบบหนึ่งก็ คือ IPv6 สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนระหว่าง IPv4 และ IPv6 นั้นก็คือจำนวนของหมายเลข IP ทั้ง Version 4 และ Version 6


                        IPv4 = [2^32] = 4294467295

                        IPv6 = [2^128] = 340282366920938463463374607431768211456

            จะเห็นได้ว่า IPv6 มีจำนวนที่มากกว่า IPv4 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบันและอนาคต

 

          IPv6

            จำนวนหมายเลข IP ที่มีมากขึ้นนั้นก็เกิดมาจากที่ IPv6 นั้นประกอบไปด้วยเลขฐาน 2 ที่มีจำนวนจำนวน 128 Bits ซึ่งต่างจาก IPv4 ที่มีจำนวน 32 Bits และในการขียน IP นั้นก็มีความแตกต่าง โดยที่ IPv4 จะเขียนอยู่ในรูปเลขฐาน 10 แบ่งออกเป็น 4 ชุด ซึ่งสามารถจดจำได้ง่าย ส่วนของ IPv6 จะเขียนอยู่ในรูปของเลขฐาน 16 แบ่งออกเป็น 8 ชุด ตามรูปแสดงด้านล่าง

 


 รูปตัวอย่างแสดงการแยกเลขฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 2 ของ IPv4
รูปตัวอย่างแสดงการแยกเลขฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 2 ของ IPv4

ก่อนการแยกเลขฐาน 16 ให้อยู่ในรูปของเลขฐาน 2 นั้น ขอแสดงตารางค่าประจำหลักตามตารางด้านล่างก่อน



ตัวอย่างแสดงการแยกเลขฐาน 16 ให้เป็นเลขฐาน 2 ของ IPv6
ตัวอย่างแสดงการแยกเลขฐาน 16 ให้เป็นเลขฐาน 2 ของ IPv6

ประเภทของ IPv6

            IPv6 มีทั้งหมดอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน

            1. Unicast เป็นการสื่อสารแบบ 1 ต่อ 1 โดยในรูปแบบ Unicast นี้ได้แบ่งย่อยออกไปเป็น 6 แบบย่อยๆ ดังนี้



            1.1 Global หรือถ้าเทียบกับ IPv4 ก็คือ Public IP (IP จริง) ซึ่งสามารถออกสู่ Internet ได้ โดยจะมีหมายเลข IP เริ่มต้นที่ 2000::/3 [3 Bits แรกจะถูกกำหนดให้มีค่า 001]



            1.2 Unique Local หรือถ้าหากเทียบกับ IPv4 นั่นก็คือ Private IP นั่นเอง[10.0.0.0/8,172.16.0.0/12, 192.168.0.0/16] แต่สำหรับ IPv6 นั้นจะขึ้นต้นด้วย FC00::/7 สำหรับ Unique Local นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะภายในองค์กร เช่น ระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขาต่างๆ และไม่สามารถใช้งานออก Internet ได้โดยตรง


            1.3 Link Local เป็นการสื่อสารเฉพาะ Link ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน IPv6 แบบ Link Local จะถูกกำหนดให้อัตโนมัติเมื่อมีการเปิดใช้งาน IPv6 และ IPv6 ในรูปแบบนี้จะขึ้นต้นด้วย FE80::/10 (10 Bits แรก ถูกกำหนดเป็น 1111 1110 10) และ IPv6 Link Local ไม่สามารถสื่อสารออกไปยังภายนอกได้




            1.4 Site-Local ได้ถูกกำหนดเพื่อใช้งานภายในองค์กรหรือ Private Network เช่นกัน แต่ในปัจจุบันได้ใช้งานแบบ Unique Local Address แทน ซึ่ง IPv6 ของ Site-Local มี Prefix เป็น FEC0::/10


            1.5 Unspecified Prefix ของ Unspecified เป็น 0:0:0:0:0:0:0:0/128 หรือเขียนอยู่ในรูปย่อ ::/128 ถ้าหากเปรียบเทียบกับ IPv4 นั่นก็คือ 0.0.0.0/32 นั่นเอง ซึ่ง IP ชุดนี้ไม่สามารถกำหนดลงบน Interface ของอุปกรณ์เครือข่ายหรือ PC ได้ ยกตัวอย่างการใช้งานเช่นมี Node ใหม่ที่อยู่บนเครือข่ายของ IPv6 อาจจะไม่มี IP ในตอนแรก ก็จะใช้ IPv6 ชุดนี้เป็น Source Address จนกว่าจะได้รับ IPv6 ใหม่


            1.6 Loopback IPv6 ที่มีหน้าตาหรือ Prefix เป็น 0:0:0:0:0:0:0:1/128 สามารถเขียนในรูปย่อเป็น ::1/128 หรือถ้าหากเปรียบเทียบกับ IPv4 ก็คือ IP 127.0.0.1 โดย IP Loopback นี้จะเป็นการทดสอบเพื่อส่ง Packet เข้าหาตัวเอง หรือประโยชน์อีกอย่างสำหรับ IP Loopback นี้ เช่น ทดสอบ Ping เพื่อตรวจสอบ TCP/IP Connectivity ของ PC หรือตรวจสอบ NIC (Network Interface Controller) Card ก็ได้เช่นกัน

 

            2. Multicast หรือการส่งแบบกลุ่ม ตัวอย่างที่นำการส่งแบบ Multicast มาใช้งานก็คือ Routing Protocol เช่น OSPF โดยจะทำการสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนบ้านกัน [Neighbor Adjacency] และเมื่อเป็นเพื่อบ้านแล้วก็จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล Route Table ได้ สำหรับ IPv6 ก็ขึ้นต้นโดย FF00::/8 (8 Bits แรก ถูกกำหนดให้เป็น 1111 1111)



 

            ตารางเปรียบเทียบ IP Multicast ของ Routing Protocol ต่างๆ ในรูปแบบ IPv4 และ IPv6


 

            3. Anycast หรืออาจจะเรียกแบบง่ายๆ ใกล้ที่ไหนให้ไปที่นั่น ยกตัวอย่างเช่น Web Server ของ Google นั้นได้ถูกติดตั้งบนหลายๆ ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น, อินเดีย หนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทย โดยจะใช้ IP Address ชุดเดียวกัน และเมื่อผู้ใช้งานที่อยู่ภายในประเทศไทยทำการ Browse ไปยัง www.google.com ก็จะถูกส่งไปยัง Web Server ที่ติดตั้งบนประเทศไทยแทน


 

          การเขียน IPv6

            - IPv6 1 IP นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มโดยแต่ละกลุ่มจะถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย : [Colon] ซึ่งแต่ละกลุ่มจะถูกเขียนอยู่ในรูปแบบฐาน 16 จะมีค่าตั้งแต่ 0-9 และ A-F

            - เลข 0 ที่อยู่หน้าของแต่ละกลุ่มไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้

            - ถ้าหากมีเลข 0 ติดต่อกันหลายๆ ชุด สามารถยุบให้เขียนอยู่ในรูป :: ได้ แต่สามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้ง ต่อ 1 IP เท่านั้น


ตัวอย่างการเขียน IPv6
ตัวอย่างการเขียน IPv6

ข้อดีของ IPv6

            -รองรับการใช้งานได้จำนวนมาก เนื่องจากมีหมายเลข IP ที่เยอะ

            -ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น โดย IPv6 ได้มีการใช้งาน IPSec [Native support IPSec]

            -No Broadcast Traffic เนื่องจาก Multicast จะถูกใช้งานแทน

            -สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นถ้าหากเปรียบเทียบกับ IPv4 เนื่องจากตัด Filed บาง Field ใน IP Header ออก เช่น Checksum


 
 
 

Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page